การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการจัดการเรียนการสอนตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ (TQF)

เมื่อ วันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2556 ทางมหาวิทยาลัยได้จัดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการจัดการเรียนการสอนตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ (TQF) เพื่อให้คณาจารย์ภายในมหาวิทยาลัยได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันเพื่อให้การเรียนการสอนของทางมหาวิทยาลัยเป็นไปตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ (TQF)

Download เอกสารเผยแพร่ความรุ้การจัดการเรียนการสอน TQF

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการสร้างผลงานวิจัยเพื่อการนำไปใช้ในการขอตำแหน่งทางวิชาการ

ตามที่มหาวิทยาลัย ได้มีนโยบายในการส่งเสริมให้คณาจารย์ภายในมหาวิทยาลัยมีตำแหน่งทางวิชาการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว จึงได้จัดให้มีการจัดการความรู้ (KM) เกี่ยวกับเรื่อง กระบวนการสร้างผลงานวิจัยเพื่อการนำไปใช้ในการขอตำแหน่งทางวิชาการ ได้จัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไปในวันวันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2556 ณ ห้อง S306-307 อาคารศรีไพโรจน์ ที่ผ่านมา ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารจากการประชุมดังกล่าวได้จากลิ้งค์ข้างล่าง

Download เอกสารเผยแพร่ความรู้กระบวนการสร้างผลงานวิจัยเพื่อตำแหน่งทางวิชาการ

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

นโยบายและแผนการจัดการความรู้ประจำปีการศึกษา 2556

มหาวิทยาลัยตาปีจัดทำแผนการจัดการความรู้ขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและให้แนวทางในการจัดทำแผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan) ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมสำหรับการนำมหาวิทยาลัยมาใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนและพัฒนาคณะวิชา บุคลากร และพัฒนางาน อันจะทำให้มหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จในภาระกิจหลักในการผลิตบัณฑิตเพื่อออกสู่สังคม

Download แผน KM 2556 มหาวิทยาลัย

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

แต่งตั้งคณะกรรมการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยตาปี ปีการศึกษา 2556

คำสั่งมหาวิทยาลัยตาปี ที่ 25/2556  เรื่อง   แต่งตั้งคณะกรรมการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยตาปี

        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน  พ.ศ. 2546  แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ในการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยตาปี เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการความรู้ในสถาบัน(Knowledge Management : KM) ของมหาวิทยาลัยตาปี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเรียบร้อย จึงแต่งตั้งคณะกรรมการ  ดังรายนามต่อไปนี้…..

Download คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ KM มหาวิทยาลัยตาปี 2556

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | Leave a comment

การสร้างผลงานทางวิชาการ

การสร้างผลงานทางวิชาการให้ประสบผลสำเร็จและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการขอตำแหน่งทางวิชาการได้นั้นควรจะมีลักษณะดังนี้

  1. การเลือกหัวข้องานวิจัยจากเรื่องที่ผู้ต้องการทำงานวิจัยสนใจ เช่นในเรื่องการเรียนการสอน เรื่องที่เป็นปัญหาในปัจจุบันทั้งในและต่างประเทศ
  2. เลือกหัวข้องานวิจัยจากเว็บไซต์ เวทีการประชุมงานวิชาการ และงานสัมมนาทางวิชาการ
  3. เลือกหัวข้องานวิจัยจากแนวโน้มของสังคมโลก

 

Posted in งานวิจัย, งานวิชาการ | Leave a comment

เทคนิคการสอนสำหรับอาจารย์ยุคปัจจุบัน

จากเวทีเสวนา “เทคนิคการสอนและการสร้างผลงานทางวิชาการผ่านงานวิจัย” เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมาได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคนิคการสอนต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้

  • การสอนควรสร้างความเข้าใจในชั้นตอนของเนื้อหาและมีการถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ
  • การมอบหมายงานให้กับนักศึกษาควรมีการอธิบายให้นักศึกษาเข้าใจงานได้ง่าย ป้องกันการสับสนและเกิดความผิดพลาดจากการทำงาน
  • มีการกระตุ้น จูงใจ นักศึกษาด้วยผลสำเร็จของงานที่ได้รับมอบหมาย
  • เปิดโอกาสให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการเรียนและแสดงความคิดเห็นในขณะเรียน
  • การสร้างบรรยากาศเป็นกันเองระหว่างการเรียนทั้งในส่วนของอาจารย์กับนักศึกษาและระหว่างนักศึกษาด้วยกัน
  • สร้างเสริมประสบการณ์ตรงให้กับผู้เรียนโดยการยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่สอดคล้องกับเนื้อหาที่เรียนและเหตุการณ์ที่เป็นเหตุการณ์เด่นในปัจจุบัน
  • เน้นทักษะในการปฏิบัติให้ก้บนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้จากสถานการณ์จริง เช่นการนำนักศึกษาออกฝึกปฏิบัติงานกับสถานประกอบการในสาขาวิชาชีพของนักศึกษา
  • สร้างความเข้าใจ โดยใช้การอธิบายเหตุผลต่าง ๆ ในการตอบคำถามในแบบฝึกหัดหรือการบ้านเพื่อเสริมสร้างทักษะสำหรับการปฏิบัติและแก้ปัญหาในการปฏิบัติงานจริงในอนาคต
  • แสดงวิธีการแก้ปัญหาให้นักศึกษาได้เห็นในชั้นเรียนเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจอย่างถ่องแท้ในการแก้ปัญหานั้น ๆ
  • ตรวจงานที่ได้มอบหมายให้นักศึกษาและแจ้งผลย้อนกลับให้นักศึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไขทำให้เกิดการเรียนรู้ในสิ่งที่ผิดพลาด

 

Posted in การเรียนการสอน, งานวิชาการ | Leave a comment

การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการปรับตัว

นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาอยู่ในช่วงวัยของการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม การคบเพื่อน ค่าใช้จ่าย ความขัดแย้งต่างๆ เป็นต้น
(1) ปัญหาเกี่ยวกับการคบเพื่อน อาจารย์ที่ปรึกษาจะต้องให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรับตัวในการคบเพื่อนใหม่ ต้องระมัดระวังเรื่องยาเสพติด ความประพฤติทางเพศที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น
(2) ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต อาจารย์ที่ปรึกษาจะต้องคอยตรวจสอบดู นักศึกษาบางคนมีปัญหาทางด้านสุขภาพจิตที่เนื่องมาจากปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาการเรียน ปัญหาเรื่องการเดินทาง ปัญหาเรื่องการปรับตัว เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อสุขภาพจิต ทำให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงอยู่ และการเรียนในห้องเรียน อาจารย์ที่ปรึกษาจึงมีบทบาทเหมือนพ่อแม่ที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ หมั่นคอยสังเกตพฤติกรรมและคอยช่วยเหลือ
(3) ปัญหาเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย มีค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ทั้งในการใช้จ่ายส่วนตัวและการเรียน บางคนมีโทรศัพท์มือถือ และใช้เครื่องสำอางตามแฟชั่น ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ถ้าครอบครัวไม่สามารถสนับสนุนได้จะเกิดปัญหา แม้ว่าจะมีกองทุน กยศ. ให้กู้ยืม หรือ ทุนอื่นๆ ก็ตาม ถ้าหากบริหารกิจกรรม บริหารการเงินไม่ดีก็จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้
(4) ปัญหาความขัดแย้ง ที่อาจก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง อาจเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ เช่น การรับน้องใหม่ การแย่งชิงคู่รัก เป็นต้น รวมทั้งความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในตัวนักศึกษา จากการไม่สามารถปรับตัวในเรื่องต่างๆ ได้ ย่อมเกิดความขัดแย้ง ก่อให้เกิดความเครียด ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าว ทำร้ายเพื่อน ทำร้ายตนเอง เป็นต้น
ปัญหาการปรับตัวเป็นปัญหาสำคัญเบื้องต้น ที่นักศึกษาใหม่จะพบในช่วงแรกของการเข้าสู่สถาบันการศึกษาใหม่ ถ้าได้รับการช่วยเหลือด้วยดีจากอาจารย์ที่ปรึกษาที่เอาใจใส่ดูแลตั้งแต่ต้น และเมื่ออยู่ในสถานศึกษามานานหลายปี จะมีปัญหาการเรียน การคบเพื่อน และค่าใช้จ่าย เป็นต้น โดยเฉพาะบางคนที่มีปัญหากระทบหลายๆ ด้าน จากการเงิน ทางบ้าน เพื่อนฝูง จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต สมาธิ และการเรียน ซึ่งจะทำให้มีสุขภาพจิตที่ไม่ดีมากขึ้น เพราะอาจต้องออกจากวิทยาลัยด้วยเหตุผลว่าสอบตกหรือพ้นสภาพ

Posted in ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา, สภาพแวดล้อมในการเรียนการสอน | Leave a comment

จรรยาบรรณของอาจารย์ที่ปรึกษา

เนื่องจากอาจารย์ที่ปรึกษาต้องมีหน้าที่ให้การปรึกษาแนะนำ ช่วยเหลือ อบรมดูแลนักศึกษา 
จึงมีความจำเป็นที่อาจารย์ที่ปรึกษาต้องยึดมั่นในจรรยาบรรณของอาจารย์ที่ปรึกษา มีดังต่อไปนี้
1.  อาจารย์ที่ปรึกษาต้องคำนึงถึง สวัสดิภาพของนักศึกษา โดยจะไม่กระทำการใดๆที่ก่อให้เกิดผลเสียหาย
    แก่นักศึกษาอย่างไม่เป็นธรรม
2.  อาจารย์ที่ปรึกษาต้องรักษาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของนักศึกษาในความดูแลให้เป็นความลับ
3.  อาจารย์ที่ปรึกษาต้องพยายามช่วยเหลือนักศึกษาจนสุดความสามารถ (ภายในขอบเขตความสามารถของตน)
    หากมีปัญหาใดที่เกินความสามารถที่จะช่วยเหลือได้ก็ควรแนะนำนักศึกษาผู้นั้นไปรับบริการจากบุคลากรอื่น
    เช่น นักแนะแนว แพทย์ จิตแพทย์ และนักกฎหมาย เป็นต้น
4.  อาจารย์ที่ปรึกษาไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์บุคคลหรือสถาบันใด ๆ ให้นักศึกษาฟังในทางที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย
    แก่บุคคลหรือสถาบันใด
5.  อาจารย์ที่ปรึกษาต้องเป็นผู้ที่มีความประพฤติที่เหมาะสมตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพในสาขาที่ตนสอนและ
    มีศีลธรรมจรรยาบรรณที่ดีงาม เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่นักศึกษา
Posted in การเรียนการสอน, ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา | Leave a comment

บทความ เรื่องการตีความ

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการตีความกฎหมาย :
กรณีศึกษาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 27/2544
ผศ.สิทธิกร ศักดิ์แสง*
นายจักกฤษณ์ วรวีร์**
นายศลทร คงหวาน***
กฎหมายกับการตีความกฎหมายนั้นเป็นของคู่กันเหมือนปลากับน้ำแยกจากกันไม่ได้ การตีความกฎหมายเป็นการให้ความหมายแก่ตัวบทกฎหมายหรือกฎเกณฑ์อื่นที่มีผลบังคับเป็นกฎหมาย การตีความกฎหมายนับว่ายังเป็นปัญหาถกเถียงทั้งทางวิชาการ ดังในกรณี คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 27/2544 ที่ผู้เขียนยกมาเป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับการตีความกฎหมายมาเป็นกรณีศึกษา เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรสูงสุดที่มีอำนาจชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายและผลจากการตีความกฎหมาย (การวินิจฉัยชี้ขาด) ย่อมผูกพันองค์กรอื่นให้ต้องปฏิบัติตาม
คำวินิฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 27/2544 ลงวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2544
เรื่อง “ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีส่งคำโต้แย้งของจำเลย (บริษัทน้ำตาลรีไฟน์ชัยมงคล จำกัด) เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า ระเบียบและประกาศของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายซึ่งออกตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ”
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีส่งคำโต้แย้งของจำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎและคำสั่งทางปกครองที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 เป็นกฎและคำสั่งทางปกครองที่ออกเกินขอบเขตที่พระราชบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจไว้ และระเบียบประกาศและข้อกำหนดเกี่ยวับการควบคุมการผลิตน้ำตาลที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายฯ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 50
ข้อเท็จจริงตามคำร้องได้ความว่า
1. กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย โจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1422/2537 ฟ้องบริษัทน้ำตาลรีไฟน์ชัยมงคลจำกัด เป้นจำเลย ต่อสาลจังหวัดสุพรรณบุรี ให้ชำระเงินแก่โจทก์ 62,752,478.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงิน 33,386,000.00 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เนื่องจากจำเลยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ ระเบียบและพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527
2. ผู้ร้องยื่นคำโต้แย้งคัดค้านต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 เพื่อขอให้ศาลดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 โดยส่งความเห็นตามทางการเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า
2.1 กฎและคำสั่งทางปกครองที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายฯ เป็นกฎและคำสั่งทางปกครองที่ออกเกินขอบเขตอำนาจที่พระราชบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจไว้
2.2 ระเบียบ ประกาศและข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมการผลิตน้ำตาลที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายฯ ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ มาตรา 50
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยกล่าวอ้างประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ได้มีการออกระเบียบ ประกาศและข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมการผลิตน้ำตาลอันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และมาตรา 264 เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 264 จึงให้รอการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไว้ชั่วคราวให้ส่งสำนวนคดีนี้พร้อมเอกสารไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีนี้
กระทรวงยุติธรรมจึงมีหนังสือส่งสำนวนดังกล่าวเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว มีประเด็นตามคำร้องที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า
ประเด็นที่หนึ่ง กฎและคำสั่งทางปกครองที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายฯ เป็นกฎและคำสั่งทางปกครองที่ออกเกินขอบเขตอำนาจที่พระราชบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจไว้หรือไม่
ประเด็นที่สอง ระเบียบ ประกาศและข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมการผลิตน้ำตาลที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายฯ ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาวินิจฉัย”
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ “บทบัญญัติแห่งกฎหมาย”มาตรา 264 มาแล้วดังนี้
คำวินิจฉัยที่ 4/2542 ลงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2542 วินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ต้องเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ออกโดยองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นการออกข้อกำหนดโดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่2) พ.ศ. 2522 ที่ให้อำนาจไว้ และมีผลใช้บงัคับได้เท่าที่อยู่ในขอบเขตอำนาจที่พระราชบัญญัติให้อำนาจไว้ มิได้ออกโดยองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติจึงไม่เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 นอกจากนี้ยังได้วินิจฉัยว่าประกาศของธนาคารพาณิชย์มิใช่ประกาศของทางราชการและไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้ได้ ซึ่งต่อมาได้มีคำวินิจฉัยที่ 5/2542 ที่ 9/2542 ที่ 10/2542 ที่ 12-35/2542 ที่ 38-40/2542 ที่ 41/2542 และที่ 42-43/2542 วินิจฉัยว่าประกาศของธนาคารพาณิชย์และประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยมิได้ออกโดยองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติจึงไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
คำวินิจฉัยที่ 14-15/2543 และที่ 16-19/2542 ลงวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2543 วินิจฉัยว่า คำสั่งนายกรัฐมนตรีและคำสั่งผู้ว่าราชารจังหวัดเป็นคำสั่งของฝ่ายบริหารที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ใช้บังคับได้ภายในขอบเขตที่พระราชบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจและคำสั่งดังกล่าวมิได้ออกโดยองค์กรใช้อำนาจนิติบัญญัติจึงไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
คำวินิจฉัยที่ 25/2543 ลงวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2543 วินิจฉัยว่า ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งมิได้ออกโดยองค์กรใช้อำนาจนิติบัญญัติจึงไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คำว่า “บทบัญญัติแห่งกฎหมาย” หรือ “กฎหมาย” เป็นถ้อยคำที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญหลายมาตรา นอกเหนือมาตรา 264 เช่น
มาตรา 6 บัญญัติว่า “รัฐธรรมนูญฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดๆของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้”
มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น…..” และวรรคสามบัญญัติว่า” บทบัญญัติวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎหรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยอนุโลม”
มาตรา 57 บัญญัติว่า “สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งตามที่กฎหมายบัญญัติ
กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องบัญญัติให้มีองค์กรอิสระซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริโภคทำหน้าที่ให้ความเห็นในการตรากฎหมาย กฎและข้อบังคับ….”
มาตรา 64 บัญญัติว่า “บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานส่วนท้องถิ่นและพนักงานลูกจ้างขององค์กรของรัฐย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดในกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัยหรือจรรยาบรรณ”
มาตรา 198 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเห็นว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ… มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองเพื่อพิจารณาวินิจฉัย…แล้วแต่กรณี”
มาตรา 200 วรรคหนึ่ง (2) บัญญัติว่า “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ …. (2) เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีเพื่อส่งเสริมและคุม้ครองสิทธิมนุษยชน”
ทั้งนี้รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติความหมายของคำว่า “บทบัญญัติแห่งกฎหมาย” ไว้ แต่เมื่อพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตราต่างๆ ข้างต้น จะเห็นว่ามีการแบ่งแยกความหมายของ “กฎหมาย” ออกเป็น 2 ประเภท คือ
ประเภทที่หนึ่ง กฎหมายที่ตราขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ได้แก่ พะราชบัญญัติ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นที่ตราขึ้นตามกระบวนการที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญโดยรัฐธรรมนูญบัญญัติให้กฎหมายนั้นมีศักดิ์และฐานะเทียบเท่ากฎหมาย หรือพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา ได้แก่พระราชกำหนดตามาตรา 218 มาตรา 220 และพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 230 วรรคห้า โดยที่กฎหมายเหล่านั้นตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นกฎหมายรองลงมาจากรัฐธรรมนูญ แต่จะต้องไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ
ประเภทที่สอง กฎ ข้อบังคับและพระราชกฤษฎีกานอกจากที่จัดอยู่ในประเภทที่หนึ่งที่ฝ่ายบริหารหรือองค์กรของรัฐออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เช่น กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป เป็นต้น และเนื่องจาก กฎ ข้อบังคับและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายจึงต้องอยู่ภายในขอบเขตอำนาจที่กำหนดไว้ในกฎหมายแม่บท กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กฎ ข้อบังคับและพระราชกฤษฎีกานั้นจะต้องไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายแม่บทและจะต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญด้วย
รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 มาตรา 29 วรรคสาม มาตรา 57 มาตรา 64 มาตรา 198 วรรคหนึ่งและมาตรา 200 (2) บัญญัติถึง “กฎหมาย” “กฎ” และ “ข้อบังคับ” คือ กฎหมายทั้งสองประเภทที่กล่าวมาข้างต้น ในขณะที่มาตรา 264 บัญญัติเฉพาะ “บทบัญญัติแห่งกฎหมาย” เพียงอย่างเดียวจึงอนุมานได้ว่ารัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์จำกัดขอบเขตของมาตรา 264 ไว้เฉพาะกรณีที่ “บทบัญญัติแห่งกฎหมาย” มีปัญหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้น ฉะนั้นสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยได้ตามมาตรา 264 จะต้องเป็น “บทบัญญัติแห่งกฎหมาย” เพียงอย่างเดียว กล่าว คือ เป็นกฎหมายประเภทหนึ่งตามที่กล่าวข้างต้น มาตรา 264 มิได้บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยว่า “กฎ” “ข้อบังคับ” หรือ “พระราชกฤษฎีกา” ซึ่งเป็นกฎหมายประเภทที่สองขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
พิจารณาแล้วเห็นว่าประเด็นที่หนึ่งขอให้วินิจฉัยว่า กฎและคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นการออกเกินขอบเขตที่พระราชบัญญัติให้อำนาจไว้นั้น เป็นการขอให้วินิจฉัยกฎและคำสั่งทางปกครองว่าขัดกับกฎหมายแม่บทซึ่งกฎและคำสั่งทางปกครองมิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง อีกทั้งเป็นกรณีที่ขอให้วินิจฉัยว่าขัดกับกฎหมายแม่บท จึงมิได้เป็นการขอให้วินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมยขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 264 ได้ ทั้งนี้เป็นไปตามนัยคำวินิจฉัยที่ 4/2542
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิฉัยโดยเสียงข้างมาก 14 ต่อ 1 เสียงให้ยกคำร้อง
ท่านประเสริฐ นาสกุล ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านกระมล ทองธรรมชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านจุมพล ณ สงขลา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านพลโท จุล อติเรก ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านปรีชา เฉลิมวณิชย์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านผัน จันทรปาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านมงคล สระฏัน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านศักดิ์ เตชาชาญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านสุจิต บุญบงการ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านสุจินดา ยงสุนทร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านสุวิทย์ ธีรพงษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ท่นอนันต์ เกตุวงศ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านอมร รักษาสัตย์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านอิสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านอุระ หวังอ้อมกลาง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

วิเคราะห์การตีความกฎหมาย กรณีศึกษาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 27/2544
จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 27/2544 นี้มีนักวิชาการที่ผู้เขียนที่ว่าเป็นอาจารย์ของผู้เขียนด้วยเพราะท่านได้เขียนตำราทางกฎหมายที่น่าอ่านและน่าศึกษานับเป็นคุณูปการแก่ผู้เขียน เป็นอย่างมาก คือ อาจารย์ ดร.จุลกิจ รัตนมาศทิพย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ วิถีฎีกามหาชน : วาทกรรมว่าด้วยสังคม,กฎหมายและความยุติธรรมในประเทศไทย เล่ม 4 ภาค 3 นิติวิธี ได้หยิบยกข้อวินิจฉัยของท่านอมร รักษสัตย์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย เห็นว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นการตีความกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการตีความกฎหมายไทย และตัวท่านอาจารย์ ดร.จุลกิจ รัตนมาศทพิย์ ได้หลายประเด็นด้วยกัน ดังนี้
ประเด็นการให้ความสำคัญกับการตีความตามบทบัญญัติใดๆแห่งกฎหมายตามตัวอักษรกับการตีความตามความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย
ประเด็นการให้ความสำคัญกับการตีความตามบทบัญญัติใดๆแห่งกฎหมายตามตัวอักษรกับการตีความตามความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์แห่งกฎหมายนี้ ท่านอาจารย ดร.จุลกิจ รัตนมาศทิพย์ ได้กล่าวว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้นนั้นให้ความสำคัญกับการตีความตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด กว่าการตีความตามความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ
ในประเด็นนี้ด้วยความเคารพในความเห็น ผู้เขียนเห็นด้วยกับการตีความกฎหมายในคำวินิจฉัยของของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อพิจารณาพิเคราะห์แล้วผู้เขียนเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความตามบทบัญญัติใดๆแห่งรัฐธรรมตามตัวอักษรควบคู่ไปกับความุ่งหมายหรือเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญมิได้ให้ความสำคัญกับความสำคัญกับการตีความบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัดแต่อย่างใด กล่าวคือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้คำนึงถึงที่มาหรือบ่อเกิดของกฎหมายและลำดับชั้นหรือลำดับศักดิ์ของกฎหมายและพยายามกำหนดเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเองว่าควรมีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและความชอบด้วยกฎหมายตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 264 และมาตรา 198

ประเด็นการตีความกฎหมายจำกัดขอบเขตในการตีความกฎหมายอย่างแคบ
ประเด็นการตีความกฎหมายจำกัดขอบเขตในการตีความกฎหมายอย่างแคบ ท่านอาจารย์ ดร.จุลกิจ รัตนมาศทิพย์ ได้กล่าวว่า ได้วิเคราะห์ว่า “ศาลรัฐธรรมนูญจำกัดขอบเขตในการตีความกฎหมายอย่างแคบของศาลเองด้วยการให้คำนิยามกฎหมายเฉพาะที่สามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ “เฉพาะบทบัญญัติแห่งกฎหมาย” ตามาตรา 264 เท่านั้น ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วกฎหมายทั้งสองประเภทย่อมเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมาย (กฎและคำสั่งทางปกครองกับระเบียบประกาศและข้อกำหนดล้วนเป็นกฎหมายลำดับรองที่ออกโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ข้อความในวงเล็บเป็นความเห็นของผู้เขียนเอง) ทั้งทางตรงและโดยปริยายตามความหมายของมาตราต่างๆของรัฐธรรมนูญดังที่ศาลรัฐธรรมนูญอ้างถึง” ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นตามคำร้องว่าขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญตามาตรา 264 หรือไม่ มากกว่ายกคำร้อง
ด้วยความเคารพผู้เขียนเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายไม่ได้ตีความกฎหมายอย่างแคบหรืออย่างกว้างในการยกคำร้อง แต่เป็นการใช้หลักการตีความกฎหมายในระบบกล่าวหาที่ใช้ในการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมที่ให้ความสำคัญกับการพิพากษาไม่เกินคำขอหรือที่ไม่ได้กล่าวไว้ในคำขอ ซึ่งแท้จริงเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญนั้นให้มีการพิจารณาระบบไต่สวน ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเหตุผลในการยกคำร้อง ว่าควรให้อำนาจศาลใดเป็นตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของกฎและคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ซึ่งเป็นกฎหมายประเภทที่สองตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มาตรา 198 กำหนดให้ กฎหรือคำสั่งทางปกครองอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองเป็นผู้ตีความกฎหมายว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่
ผู้เขียนขออธิบายเพิ่มเติมด้วยความเคารพในความเห็นและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นนี้เมื่อพิจารณามาตรา 198 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเห็นว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ… มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองเพื่อพิจารณาวินิจฉัย…แล้วแต่กรณี” มาตราดังกล่าวมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลตีความกฎหมายและมุ่งหมายที่จัดลำดับชั้นของกฎหมายเพื่อแบ่งเขตอำนาจศาลในการตีความกฎหมาย คือ แยกการตีความกฎหมายของทั้งสองประเภท คือ
ประเภทที่หนึ่ง กฎหมายที่ตราขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ได้แก่ พะราชบัญญัติ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นที่ตราขึ้นตามกระบวนการที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญโดยรัฐธรรมนูญบัญญัติให้กฎหมายนั้นมีศักดิ์และฐานะเทียบเท่ากฎหมาย หรือพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นโดยรัฐสภา ได้แก่พระราชกำหนดตาม มาตรา 218 มาตรา 220 และพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 230 วรรคห้า โดยที่กฎหมายเหล่านั้นตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นกฎหมายรองลงมาจากรัฐธรรมนูญ โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตีความว่าขัดหรือแย่งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเป็นการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามเตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 264
ประเภทที่สอง กฎ ข้อบังคับและพระราชกฤษฎีกานอกจากที่จัดอยู่ในประเภทที่หนึ่งที่ฝ่ายบริหารหรือองค์กรของรัฐออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เช่น กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป เป็นต้น และเนื่องจาก กฎ ข้อบังคับและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายจึงต้องอยู่ภายในขอบเขตอำนาจที่กำหนดไว้ในกฎหมายแม่บท โดยให้ศาลปกครองเป็นผู้ตีความว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเป็นการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและความชอบด้วยกฎหมาย ตามเตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 198

ประเด็นปัญหาการตรวจสอบความชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
อาจารย์ ดร.จุลกิจ รัตนมาศทิพย์ ได้กล่าวว่า การยกคำร้องทำให้เกิดผลบังคับอันเป็นกฎเกณฑ์ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ต้องมาจากองค์กรนิติบัญญัติโดยตรงเท่านั้นจึงจะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการตรวจสอบความชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงน่าจะเกิดปัญหาในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จากกฎหมายอื่นที่ออกจากองค์กรโดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายระดับกฎหมายบัญญัติซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกจากองค์กรนิติบัญญัติต่อไปได้และหากไม่ยุติต้องขึ้นอยู่กับเขตอำนาจศาลใดแล้วแล้วจะทำอย่างไรในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและความชอบด้วยกฎหมายนั้น
ในประเด็นนี้ด้วยความเคารพผู้เขียนเห็นด้วยกับนักท่านอาจารย์ ดร. จุลกิจ รัตนมาศทิพย์ว่าในการยกคำร้องนี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยเขตอำนาจของศาลของใดในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและความชอบด้วยกฎหมายของ “กฎ” เพื่อหาข้อยุติ แต่ได้วินิจฉัยที่มาของกฎหมายหรือบ่อเกิดของกฎหมายว่า “กฎหมาย” หมายถึง กฎหมายระดับกฎหมายบัญญัติที่ออกโดยอาศัยอำนาจรัฐธรรมนูญและองค์กรที่ออกมานั้นจะต้องเป็นองค์กรนิติบัญญัติ ยกเว้นกฎหมายบางประเภทที่ให้ฝ่ายบริหารออก “กฎ” หมายถึง กฎหมายระดับรองที่ออกอาศัยอำนาจตามระดับกฎหมายบัญญัติ ผู้เขียนเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการตีความรัฐธรรมนูญตามมาตรา 198 บอกว่าศาลใดมีอำนาจในการตรวจสอบความช้อบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายของ “กฎ” ซึ่งเมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและตามความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 189 แล้วน่าจะเป็นอำนาจของศาลปกครอง
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 27/2544 นับเป็นตัวอย่างการตีความกฎหมายที่เกิดปัญหาในทางความคิดและเป็นปัญหาที่จะหาข้อยุติ แต่ไม่ได้ตีความกฎหมายคลาดเคลื่อนตามที่ท่านอาจารย์ ดร.จุลกิจ รัตนมาศทิพย์ ให้ความเห็นไว้แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญ 2550 (ฉบับปัจจุบัน) ได้แก้ปัญหาทางออกของในเรื่องที่เกี่ยวกับ บทบัญญัติใดๆแห่งกฎหมาย คือ “กฎหมาย” กับ “กฎ” กำหนดไว้ในมาตรา 245 มีสาระสำคัญ คือ
“มาตรา 245 ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองได้ เมื่อเห็นว่ามีกรณีดังต่อไปนี้
(1) บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญและให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า
(2) กฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดของบุคคลใดตามมาตรา 244 (1) (ก) มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครอง
ดังนั้นการตีความกฎหมายที่แยกประเภทของกฎหมายไว้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 27/2544 ได้คลายปัญหาการตีความกฎหมายในการกำหนดขอบเขตของศาลในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและความชอบด้วยกฎหมายได้ระดับหนึ่งและไม่น่าจะเป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นฎีกาที่น่าอัปยศตามที่นักวิชาการท่านดังกล่าววิเคราะห์ ผู้เขียนเห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวมีประโยชน์ในการอธิบายขอบเขตอำนาจของการตีความกฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญเองว่ามีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและความชอบด้วยกฎหมายในประเด็นเกี่ยวกับ กฎหมายระดับกฎหมายบัญญัติกับกฎหมายระดับกฎหมายลำดับรอง ว่ามีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมของกฎหมายระดับกฎหมายบัญญัติเท่านั้น

Posted in การเรียนการสอน, งานวิชาการ | Leave a comment

แนวทางการป้องกันอุบัติเหตุในการเดินทางระหว่างวิทยาเขตของวิทยาลัยตาปี

จากการประชุมคณะผู้บริหารของสถาบัน เห็นว่าคววรมีแนวทางดังนี้
-จัดให้มีสัญญาณไฟจราจรที่หน้าวิทยาเขตพุนพิน
– ทำป้ายบอกระยะทางก่อนถึงวิทยาเขตพุนพินเป็นระยะ
– เพิ่มทางเบี่ยงก่อนถึงทางเข้าวิทยาเขตพุนพิน

Posted in สภาพแวดล้อมในการเรียนการสอน | Leave a comment